ไทยพลัส 60/40 วันสุดท้ายคึกคัก วอนรัฐต่อโครงการ เพิ่มวงเงิน ขยับเวลาใช้สิทธิ์ตี 3

ประชาชนที่ยังมีวงเงินเหลือในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ต่างทยอยออกมาใช้สิทธิ์ซื้อสินค้าและอาหารให้ครบก่อนหมดเขตในวันสุดท้ายของรอบเดือน ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยในตลาดสดเทศบาลนครบุรีรัมย์คึกคัก ขณะร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เผยมียอดขายกระเตื้องขึ้น ปชช.และพ่อค้าแม่ค้าต่างเรียกร้องให้รัฐบาลขยายโครงการต่อ  เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก

บุรีรัมย์ / (31 ส.ค.69) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศที่ตลาดสดเทศบาลนครบุรีรัมย์ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ พบว่าตั้งแต่ช่วงเช้ามีประชาชนทยอยออกมาจับจ่ายซื้อของ โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังมีวงเงินในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” เหลืออยู่ ต่างนำสิทธิ์มาใช้ซื้ออาหารสด อาหารปรุงสำเร็จ และสินค้าอุปโภคบริโภค  เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อนสิ้นสุดรอบการใช้จ่าย ในขณะที่ร้านค้าเข้าร่วมโครงการต่างสะท้อนว่า ในช่วงที่มีโครงการ ยอดขายโดยรวมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะประชาชนตัดสินใจจับจ่ายง่ายขึ้น  เนื่องจากมีรัฐเข้ามาช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่าย  ทำให้เงินหมุนเวียนเข้าสู่ร้านค้ารายย่อยและตลาดสดมากขึ้น



จาการสอบถามทั้งประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า อยากให้รัฐบาลพิจารณาขยายโครงการต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่งหรือโครงการในลักษณะเดียวกับ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” เพราะมองว่าเป็นมาตรการที่ช่วยได้ทั้งสองฝ่าย ประชาชนลดภาระค่าใช้จ่าย ขณะที่ผู้ค้ารายย่อยมีรายได้และยอดขายเพิ่มขึ้น รวมถึงยังมีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเพิ่มวงเงินสนับสนุนเป็น 5,000 บาท และผ่อนคลายข้อจำกัดเรื่องวงเงินการใช้จ่ายในแต่ละเดือน เพื่อให้ประชาชนสามารถนำสิทธิ์ไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ส่วนอีกประเด็นที่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดต้องการให้ปรับ คือ ช่วงเวลาเปิดให้ใช้สิทธิ์ จากเดิมตั้งแต่ 06.00-23.00 น. เป็นตั้งแต่ประมาณ 03.00-23.00 น. เนื่องจากวิถีการค้าขายในตลาดสดแตกต่างจากร้านค้าทั่วไป โดยพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมากเริ่มเดินทางมาจัดเตรียมสินค้าและเปิดแผงขายตั้งแต่ช่วงตี 2-3  ขณะที่แม่ค้าร้านชำในหมู่บ้าน รวมถึงชาวบ้านบางส่วน จะเดินทางด้วยรถสองแถวมาซื้อสินค้าในตลาดตั้งแต่ช่วงเช้ามืด จึงอยากให้ภาครัฐพิจารณาขยายช่วงเวลาใช้สิทธิ์ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต และเวลาทำการของตลาดสด เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ได้มากขึ้น และช่วยเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย

โดยพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนยังสะท้อนตรงกันว่า หากโครงการสิ้นสุดลง โดยไม่มีมาตรการอื่นเข้ามาช่วยเหลือ ประชาชนอาจต้องกลับมาแบกรับภาระค่าครองชีพด้วยตัวเอง  ท่ามกลางราคาสินค้าและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ยังสูง ขณะที่ร้านค้ารายย่อยก็อาจได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลงและยอดขายที่ซบเซา จึงฝากความหวังไปยังรัฐบาล ขอให้พิจารณาสานต่อมาตรการช่วยเหลือประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะโครงการที่สามารถทำให้เงินหมุนเวียนถึงมือประชาชนและร้านค้าระดับท้องถิ่นโดยตรง

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *