กลุ่มผู้ประกอบการร้านทองสุดทน รวมตัวกันควักกระเป๋าจ้างนักสืบเอกชนตามล่าตัวสาวแสบมืออาชีพ หลังตระเวนก่อเหตุใช้ “ทองหุ้ม” หรือทองยัดไส้เนียนกริบนำมาจำนำตามร้านทองทั่วกรุงเทพมหานครและภาคตะวันออก รวมกว่า 20 แห่ง มูลค่าความเสียหายพุ่งทะยานกว่า 5.5 ล้านบาท ก่อนที่ตำรวจจะสามารถตามรวบตัวได้คาห้องพักย่านพญาไท
ชลบุรี / (9ต.ค.69) พ.ต.อ.วราวุฒิ นิตยวัน ผกก.สภ.ห้วยใหญ่ จ.ชลบุรี พร้อมชุดสืบสวนควบคุมตัว นางสาวสุนิสา หรือเอ้ อายุ 42 ปี ชาวจังหวัดจันทบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ในข้อหา “ฉ้อโกง” มาสอบปากคำอย่างเคร่งเครียดเพื่อขยายผลเครือข่าย
สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา นางสาวสุนิสา หรือเอ้ ได้นำเลสสร้อยข้อมือทองคำ น้ำหนัก 5 บาท ซึ่งถูกดัดแปลงเป็น “ทองหุ้ม” (วงการร้านทองเรียกว่าทองยัดไส้) ไปจำนำกับร้านทองในเขตพื้นที่ สภ.ห้วยใหญ่ ได้เงินสดไป 275,000 บาท ต่อมาทางร้านตรวจสอบพบความผิดปกติและเข้าแจ้งความ จนกระทั่งศาลจังหวัดพัทยาได้อนุมัติหมายจับ
กระทั่ง ช่วงเย็นวันที่ 8 ตุลาคม ที่ผ่านมา ตำรวจ สน.ดินแดง ได้สนธิกำลังติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ขณะหลบหนีไปกบดานอยู่ที่ห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร ก่อนจะส่งตัวมาดำเนินคดีต่อที่ สภ.ห้วยใหญ่
จากการสอบปากคำนานกว่า 2 ชั่วโมง ผู้ต้องหาให้การอ้างว่าได้รับการว่าจ้างจากชายชาวต่างชาติผิวสีชื่อ “โจ” ซึ่งเพิ่งรู้จักกันเมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ให้นำเลสสร้อยข้อมือดังกล่าวไปจำนำ โดยจะได้ค่าจ้างครั้งละ 10,000 บาท และอ้างว่าไม่ทราบว่าเป็นทองปลอมหรือทองหุ้ม รวมถึงไม่ใช่เจ้าของตัวจริง โดยตระเวนก่อเหตุในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ปริมณฑล, สมุทรปราการ, ฉะเชิงเทรา และชลบุรี
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากคำให้การของผู้ต้องหาวกวนและไม่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ทั้งนี้ จากการตรวจสอบประวัติพบว่าเคยมีคดีเกี่ยวกับยาเสพติดและ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ รวม 10 คดี โดยตำรวจ เตรียมนำตัวฝากขังต่อศาลจังหวัดพัทยาตามลำดับต่อไป
พร้อมกันนี้ผู้สื่อข่าวยังได้เดินทางลงพื้นที่ ร้านทอง สุวรรณา ทองดีเยาวราช ริมถนนเทศบาลห้วยใหญ่ หมู่ 1 ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ได้พบกับ นางสาวชฬดา ไหมเหลือง อายุ 39 ปี เจ้าของร้านผู้เสียหาย โดยนำภาพจากกล้องวงจรปิดและเลสสร้อยข้อมือของกลางมาแสดงให้ดู พร้อมระบุว่า เมื่อมองด้วยตาเปล่าหรือสัมผัสดูเหมือนทองคำแท้ทุกประการ เนื่องจากต้องเป็นฝีมือของช่างทองมืออาชีพที่นำทองคำแท้มาหุ้มสร้อยเหล็กด้านในและกะน้ำหนักได้พอดีถึง 5 บาท หากไม่ใช้เครื่องเจียหรือตะไบผิวด้านนอกออกก็ยากที่จะตรวจสอบได้
นางสาวชฬดา เล่าเหตุการณ์ว่า ในวันเกิดเหตุลูกชายอยู่ร้านเพียงลำพัง คนร้ายนั่งรถตู้มาลงหน้าร้าน ทำทีขอจำนำเลสข้อมือและยื่นแขนมาให้ถอดออก ประกอบกับผู้ต้องหาทำทีท่าจะซื้อทองเพิ่ม ทำให้ลูกชายหลงเชื่อรับจำนำไว้ในราคา 275,000 บาท แต่พอตรวจสอบอย่างละเอียดด้วยการใช้เครื่องเจียบาดเนื้อทองดูจึงพบความจริงว่าเป็นทองยัดไส้
หลังเกิดเหตุ ตนได้ประสานพูดคุยกับเครือข่ายนักธุรกิจร้านทองในกรุงเทพฯ, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, ฉะเชิงเทรา และชลบุรี พบว่า มีร้านทองตกเป็นเหยื่อในลักษณะเดียวกันกว่า 20 แห่ง มูลค่าความเสียหายรวมราว 5.5 ล้านบาท ด้วยความหวาดกลัวว่าคนร้ายจะลอยนวลและไปก่อเหตุซ้ำ ประกอบกับต้องการให้คดีมีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว ตนจึงตัดสินใจ “จ้างนักสืบเอกชน” ออกตามแกะรอยจนพบตัวผู้ต้องหากบดานอยู่ที่โรงแรมดังกล่าว ก่อนประสานตำรวจ สน.ดินแดง เข้าจับกุมได้สำเร็จ
นอกจากนี้ นางสาววรรณพร ภุชชงค์ อายุ 37 ปี เจ้าของร้านทอง บางกอก 5 โกลด์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ก็ด้เดินทางมาที่ สภ.ห้วยใหญ่ เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมหลังตกเป็นเหยื่อเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีพฤติกรรมและแผนประทุษกรรมรูปแบบเดียวกันเป๊ะ
ทั้งนี้ ผู้เสียหายทั้งสองรายฝากเตือนภัยไปยังผู้ประกอบการร้านทองทั่วประเทศ ให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ พร้อมเชื่อมั่นว่า ขบวนการนี้น่าจะทำกันเป็นแก๊งและมีผู้ร่วมขบวนการอีกหลายราย นอกจากนี้ยังอยากวอนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องอื่น ๆ ที่ผู้เสียหายเคยไปแจ้งความไว้ เร่งรัดออกหมายจับผู้ต้องหารายนี้เพิ่มเติม เนื่องจากเกรงว่าโทษที่จะได้รับจะไม่สาสม และหากพ้นโทษออกมาอาจกลับมาก่อซ้ำสร้างความเดือดร้อนให้สังคมอีก
นิราช ทิพย์ศรี /รายงาน











Leave a Reply