ครบ 1 ทศวรรษ ‘ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ’ ก้าวทันยุคดิจิทัล

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ จัดการเสวนาทางวิชาการ เนื่องในครบรอบ วันสถาปนา 1 ทศวรรษ เดินหน้ามุ่งมั่นอำนวยความยุติธรรม ควบคู่กับการพัฒนาระบบงานศาล ก้าวทันยุคดิจิทัล เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมมีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐานสากล

กรุงเทพฯ / (13 ส.ค.69) นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานในงานเสวนาทางวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบวันสถาปนา 1 ทศวรรษ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ภายใต้หัวข้อ ‘อนาคตเศรษฐกิจไทยกับโจทย์ใหม่ในการพิจารณาคดีชำนัญพิเศษ’ จัดขึ้นที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีผู้บริหารศาล ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางกระบวนการยุติธรรมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

ในการนี้ได้รับเกียรติจาก นายกีรติ วรพุทธพงศ์ ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘ทิศทางการพัฒนาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ’ ว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พ.ศ. 2558 ซึ่งมีผลใช้บังคับวันที่ 15 ธันวาคม 2558 และเปิดทำการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 โดยมีภารกิจสำคัญในการพิจารณาคดีอุทธรณ์จากศาลชำนัญพิเศษ ได้แก่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลภาษีอากรกลาง ศาลแรงงาน ศาลล้มละลายกลาง และศาลเยาวชนและครอบครัว เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไป โดยผู้พิพากษาที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เกิดความเป็นเอกภาพ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แบ่งการบริหารคดีออกเป็น 5 แผนก ได้แก่ แผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ แผนกคดีภาษีอากร แผนกคดีแรงงาน แผนกคดีล้มละลายและแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว นอกจากนี้หากมีปัญหาว่าคดีใดเป็นคดีชำนัญพิเศษ กฎหมายให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัย ซึ่งช่วยลดข้อขัดแย้งเรื่องเขตอำนาจศาล ทำให้คู่ความได้รับการพิจารณาคดีจากศาลที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามประเภทคดี

คดีชำนัญพิเศษมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การค้า การจ้างงาน และสภาพสังคม คำพิพากษาของศาลจึงไม่ได้มีผลเฉพาะต่อคู่ความ แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างบรรทัดฐาน และความชัดเจนให้แก่ภาคธุรกิจและสังคม เช่น การคุ้มครองเครื่องหมายการค้า การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การคุ้มครองสิทธิแรงงาน ตลอดจนการฟื้นฟูกิจการที่ต้องคำนึงถึง ทั้งโอกาสในการดำเนินธุรกิจ และความโปร่งใสสุจริตของลูกหนี้ ขณะเดียวกันคดีเยาวชนและครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองเด็ก เยาวชนและสถาบันครอบครัว โดยเฉพาะปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทั้งบุคคล ครอบครัว และสังคมโดยรวม

ตลอดระยะเวลาที่เปิดทำการศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมุ่งมั่นอำนวยความยุติธรรม แก่ประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาระบบงานศาล นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการคดี จนถึงปัจจุบันมีคดีที่พิจารณาพิพากษาแล้ว 41,530 คดี โดยบุคลากรทุกฝ่ายได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมมีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐานสากล

‘ในฐานะประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ผมเห็นความสำคัญอย่างยิ่ง ของการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะการคัดเลือกผู้พิพากษา ที่มีความเหมาะสม และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อธำรงมาตรฐานและบรรทัดฐานของคำพิพากษาให้สอดคล้องกับความ เปลี่ยนแปลงของโลก ปัจจุบันเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการแข่งขันทางการค้า ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ล้วนส่งผลต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ประเทศไทยจึงไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับที่’ นายกีรติ กล่าวและว่า

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงให้ความสำคัญกับการวางรากฐาน ‘ทิศทางการพัฒนาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ’ เพื่อก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมุ่งสู่มาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ความ ทั้งในและต่างประเทศ และพัฒนาศาล ให้เป็นที่พึ่งของประชาชนในคดีที่มีลักษณะพิเศษ เพื่อส่งเสริมความยุติธรรมที่เป็นเลิศและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ด้วยความเชื่อมั่นว่า “ยุติธรรมคือแสงสว่างที่จะนำพาสังคมไปข้างหน้า ด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธา” ความยุติธรรมที่ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง

ด้านนายภีม ธงสันติ รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 1 ทศวรรษ นับตั้งแต่เปิดทำการในปี พ.ศ. 2559 ถึงปี พ.ศ. 2569 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคดีเข้าสู่การพิจารณารวมทั้งสิ้น 41,530 คดี สะท้อนถึงภารกิจในการรองรับคดีจำนวนมากและคดีที่มีความซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เฉพาะด้าน โดยศาลยังสามารถบริหารจัดการกระบวนการพิจารณาคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วตามเป้าหมายที่กำหนด

สำหรับสถิติระยะเวลาการพิจารณาพิพากษาคดีในปี พ.ศ. 2568 พบว่า คดีร้อยละ 79.04 พิจารณาแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ขณะที่เกือบทั้งหมดพิจารณาแล้วเสร็จภายใน 1 ปี และมีเพียงร้อยละ 0.05 ที่ใช้ระยะเวลาเกิน 1 ปี สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคดีและการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์การกำหนดระยะเวลาการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรม

นายภีม กล่าวเพิ่มเติมว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมุ่งยกระดับมาตรฐานการอำนวยความยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง ด้วยการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการให้บริการ ทั้งการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การอ่านคำพิพากษาผ่านระบบถ่ายทอดภาพและเสียงทางไกล การเปิดระบบติดตามความคืบหน้าคดี และการสืบค้นย่อข้อกฎหมายผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการของศาลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้และความเชี่ยวชาญรองรับข้อพิพาทที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ภายในงานเสวนาฯ ยังมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บรรยายในหัวข้อ ‘เศรษฐกิจไทยยุคเปลี่ยนผ่านกับความท้าทายใหม่ของกระบวนการยุติธรรม’ และ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) บรรยายในหัวข้อ ‘Reinventing Justice: พลิกโฉมกระบวนการยุติธรรมสู่อนาคตในโลกยุคดิจิทัล’

รวมถึงหัวข้อเสวนาเชิงลึก ‘อนาคตเศรษฐกิจไทยกับโจทย์ใหม่ในการพิจารณาคดีชำนัญพิเศษ’โดยผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ รศ.ดร.ศุภศิษฏ์ ทวีแจ่มทรัพย์ และดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา ร่วมวิเคราะห์แนวโน้มข้อพิพาททางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความท้าทายของกระบวนการยุติธรรมในบริบทที่เทคโนโลยีและรูปแบบการประกอบธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การจัดงานเสวนาวิชาการในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการสะท้อนผลการดำเนินงานตลอด 1 ทศวรรษของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แต่ยังเป็นการกำหนดทิศทางของกระบวนการยุติธรรมให้สอดรับกับบริบททางเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยศาลมุ่งพัฒนาระบบการพิจารณาคดีให้มีความรวดเร็ว เป็นธรรม โปร่งใส และมีมาตรฐาน ตลอดจนใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้เฉพาะทางเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน อันจะนำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่โปร่งใส มีมาตรฐาน และเอื้อต่อการค้าและการลงทุน พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง เป็นธรรม และยั่งยืนต่อไป               นพพร  หอเนตรวิจิตร / รายงาน

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *