ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา นำความสำเร็จในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ‘ชุดตรวจเพศอินทผลัม’ ที่สามารถตรวจคัดแยกเพศต้นเมียของอินทผลัมได้อย่างแม่นยำตั้งแต่ระยะต้นกล้า ลงพื้นที่ถ่ายทอดเทคโนโลยี ในการตรวจเพศอินทผลัม ให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัม ในงาน ‘ชิมอินทผลัมสายพันธุ์ไทย ครั้งที่ 2’ ที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อลดความสูญเสียเวลาและพื้นที่ ทั้งยังเป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอินทผลัมสายพันธุ์ไทย



บุรีรัมย์ / เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.69 นายชยันต์ พาสว่าง นายอำเภอหนองกี่ จ.บุรีรัมย์ พร้อมด้วย รศ. ดร.มารินา เกตุทัต-คาร์นส์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส) ,ทีมสตาร์ทอัพ บริษัท เจน-เอ-เท็ค จำกัด และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัม รวมถึงผู้สนใจ ร่วมยืนสงบนิ่งเพื่อแสดงความจงรักภักดี และถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ก่อนจะเริ่มพิธีเปิดการจัดงาน ‘ชิมอินทผลัมสายพันธุ์ไทย ครั้งที่ 2’ ซึ่งสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ร่วมกับ ทีมสตาร์ทอัพ บริษัท เจน-เอ-เท็ค จำกัด และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมไทย สายเพาะเมล็ด ร่วมกันจัดขึ้นที่ภูธารา กรีนปาร์ค อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์
โดยในงานได้มีการนำผลิตผลของอินทผลัม จากเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมไทย สายเพาะเมล็ด จากทั่วทั่งประเทศจำนวน 18 สวน มาจัดแสดงและจำหน่าย พร้อมกับเปิดโอกาสให้เกษตรกร และผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานซึ่งได้ลงทะเบียนไว้กว่า 130 คน ได้ชิมอินทผลัมแบบสด ๆ เพื่อให้คะแนนอินทผลัมจากทั้ง 18 สวน โดยไม่ระบุที่มาของสวน ก่อนลงคะแนนตัดสิน เพื่อค้นหาอิทนผลัมสายพันธุ์ไทยที่ดี เพื่อจะได้พัฒนาส่งเสริมอินทผลัมสายพันธุ์ไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาดต่อไป ซึ่งได้แบ่งออกเป็น 3 รางวัล เป็นรางวัลปริมาณน้ำหนักสูงสุด ,รางวัลค่าความหวาน % Brix และรางวัลขวัญใจมหาชน


โดยผลประกวดขวัญใจมหาชน(popular vote) ชนะเลิศ จากสวนบุญมาก (พันธุ์บุญมาก) จ.นครราชสีมา ,รองชนะเลิศอันดับ 1 ไร่อินทรัตน์ (พันธุ์ R-03) ,รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ไร่เจริญไทย (พันธุ์เพชรตากฟ้า) จ.นครสวรรค์ ส่วนผลประกวดรางวัลหวานที่สุด เป็นอินทผลัม สายพันธุ์ F1กินรี จากสวนอินสยาม จ.สมุทรสาคร และผลประกวดรางวัลผลหนักสุด เป็นอินทผลัมสายพันธุ์ B-83 จากไร่อินทรัตน์ จ.พิษณุโลก
นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ยังได้ร่วมให้บริการตรวจชั่งน้ำหนักด้วยเครื่องชั่งดิจิทัลสองตำแหน่ง เพื่อตรวจวัดความหวาน % Brix ด้วยเครื่อง Refractometer ซึ่งเป็นเครื่องตรวจวัดมาตรฐานระดับห้องปฏิบัติการอีกด้วย
ในโอกาสนี้ รศ.ดร.มารินา เกตุทัต-คาร์นส์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส) พร้อมด้วยทีมสตาร์ทอัพ บริษัท เจน-เอ-เท็ค จำกัด ยังได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘ตรวจเพศอินทผลัมจำเป็นหรือไม่? DNA ไม่เคยโกหกใคร’ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจเพศ ที่ให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำเกือบร้อยเปอร์เซนต์ ในเวลาอันรวดเร็ว
โดยตรวจได้ตั้งแต่ยังเป็นต้นกล้า ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งของการคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมลดการสูญเสียด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และยังช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นกับกลุ่มผู้สนใจขยายพื้นที่ในการปลูกอินทผลัมในประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทาง มทส.ยังมีทีมตรวจเพศอินทผลัมพร้อมให้บริการแก่ผู้สนใจทั่วประเทศด้วย


ปัจจุบัน การปลูกอินทผลัมกินผลสด (เช่น สายพันธุ์บาฮี) ได้รับความนิยมปลูกกระจายเกือบทุกภูมิภาคทั่วประเทศ แต่พื้นที่สำคัญที่มีการปลูกและให้ผลผลิตเชิงพาณิชย์ได้ดี ได้แก่ ภาคะวันออกเฉียงเหนือ โดยแหล่งปลูกใหญ่ที่สุด เช่น จ.นครราชสีมา, ชัยภูมิ, ขอนแก่น, บุรีรัมย์ ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่, ลำพูน, ลำปาง ภาคกลางและภาคตะวันตก จ.กาญจนบุรี, สุพรรณบุรี, นครปฐม
สำหรับพื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันออก เป็นภาคที่มีข้อจำกัดสูงที่สุด และท้าทายที่สุดในการปลูกอินทผลัม ด้วยเป็นพื้นที่ฝนชุกและชื้นสูง ส่งผลให้ผลผลิตแตก เน่าเสีย หรือเกิดเชื้อราได้ง่าย ซึ่งอินทผลัมเป็นพืชที่ชอบอากาศร้อนแห้งในช่วงผลแก่ (ช่วงมิถุนายน–สิงหาคม) และส่งผลให้รสชาติและคุณภาพลดลง ความชื้นที่สูงเกินไปทำให้ผลผลิตสะสมน้ำตาลได้ไม่ดี รสชาติอาจฝาด ไม่หวานกรอบเท่าที่ควร และไม่สามารถปล่อยให้แห้งคาต้นได้เหมือนแถบตะวันออกกลาง
รศ.ดร.มารินา กล่าวว่าโดยปกติแล้วการปลูกอินทผลัมจากเมล็ด กว่าจะทราบผลว่ามันเป็นต้นตัวผู้หรือตัวเมีย ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5-7 ปี แต่หากมีการปลูกดูแลดีประมาณ 3-4 ปี ก็ทราบเพศแล้ว แต่หากว่าเกษตรกรได้ปลูกไปแล้วหลายไร่ แล้วต้นอินทผลัมที่ปลูกกลายเป็นต้นตัวผู้ก็จะไม่ได้ผลผลิต เพราะจะได้แต่เกสรดอก ซึ่งในแต่ละสวนจะใช้เกสรตัวผู้เพียงไม่กี่ต้นเท่านั้น เพื่อนำมาผสมกับเกสรตัวเมียให้ได้ผลผลิต
ทางทีมนักวิจัยของ มทส.มีเทคโนโลยีในการตรวจเพศ ซึ่งสามารถตรวจได้ตั้งแต่ต้นอินทผลัมเริ่มมีใบงอกออกมา ตั้งแต่มีอายุได้แค่ 3-4 เดือนเท่านั้น โดยใช้เทคนิค พี.ซี.อาร์. ในการตรวจเพศ เกษตรกรก็สามารถนำลงแปลงปลูกและพัฒนาสายพันธุ์ให้เติบโตได้อย่างรวดเร็วต่อไปได้ ซึ่งทางทีมนักวิจัยของ มทส.สามารถตรวจรู้เพศเพียงระยะเวลา 2-3 วันเท่านั้นก็รู้ผลแล้ว
หากเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมรายใดสนใจให้ทีมนักวิจัยของ มทส.ตรวจสอบเพศให้ ก็มีทีมโมบายแลป หรือรถเคลื่อนที่ ออกให้บริการไปตรวจถึงสวนของเกษตรกรได้เลย โดยสามารถติดต่อได้โดยตรงที่ มทส. หรือบริษัทสตาร์ทอัพของนักศึกษา ที่ชื่อว่า เจนเอเทค ได้เลย


เมื่อถามว่าเกษตรกรสามารถตรวจเพศของอินทผลัมเองได้เลยหรือไม่นั้น รศ.ดร.มารินา กล่าวว่าปัจจุบัน เกษตรกรยังตรวจเองไม่ได้ เพราะสิ่งที่เราต้องการจากการตรวจเพศคือ เราต้องการดีเอ็นเอ เราต้องทำการสกัดดีเอ็นเอ แล้วถ้าท่านทราบใบอินทผลัม เป็นไปเป็นพืชตระกูลปาล์ม ซึ่งมีใบหนา กว่าจะบดกว่าจะได้สกัดดีเอ็นเออกมาได้ก็ใช้เวลาค่อนข้างนาน เพราะต้องใช้สารเคมีที่จะสกัดให้ได้ดีเอ็นเอที่สะอาด หลังจากนั้นเอามาทำ พี.ซี.อาร์. เพื่อที่จะตรวจว่าเป็นเพศผู้หรือเพศเมีย ซึ่งทางทีมนักวิจัย มทส.สามารถแยกเพศได้ความแม่นยำถึง 99% ซึ่งเป็นข้อมูลจากห้องแล็บ
อย่างไรก็ตาม สำหรับกิจกรรมชิมอินทผลัมผ่านสายพันธุ์ไทยครั้งที่ 2 นี้ทางทีมนักวิจัย มทส. มาร่วมตรวจวัดน้ำหนัก เพื่อหาน้ำหนักค่าเฉลี่ยต่อผล และการวัดค่าความหวาน Brix โดยนำอินทผลัมมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก แล้วบดเพื่อคั้นน้ำออกมาตรวจวัดค่าความหวานหรือหาน้ำตาล โดยใช้เครื่อง Brix ซึ่งเป็นเครื่องดิจิตอล ไม่ใช่เป็นการส่องด้วยตา เพราะฉะนั้นจึงทำให้เกิดความแม่นยําร้อยเปอร์เซ็นต์




Leave a Reply