เผยประเทศไทย ยังเป็นตัวเลือกอันดับ 1 ที่จีนจะลงทุน

สมาคมสื่อมวลชนไทย-จีน ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกริก จัดสัมมนา ‘ค้ากับจีนอย่างไรในวันที่โลกผันผวน’ เพื่อเตรียมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ-การเมือง ที่จะส่งผลกระทบต่อการค้า ขณะรองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน เผยจีนยังยกให้ไทย เป็นชาติอาเซียนต้นแบบ 1 ใน 6 ประเทศในโลก ที่ต้องการให้ส่งสินค้าไปจีน ชี้ตลาดจีนใหญ่แต่ไม่หมู ส่วนผู้แทนผู้ผลิตพลังงานจากจีน ย้ำไทย-จีนเป็นครอบครัวเดียวกัน ระบุไทยคือตัวเลือกอันดับ 1 ที่จีนเลือกลงทุนค้าขาย

กรุงเทพฯ / (22ก.ค.69) ที่ห้องประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกริก บางเขน กรุงเทพฯ  น.ส.ชนัญญา พรรณรักษา นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน นายพงษ์ศักดิ์ พิบูลศักดิ์ ประธานสมาพันธ์อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย น.ส.อนิส ไต้ ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซันโวต้า ออโตโมทีฟ เอนเนอร์จี เทคโนโลยี(ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานสัญชาติจีน ดร.พิทยุช ญาณพิทักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขานวัตกรรมธุรกิจไทย-จีน-อาเซียน  มหาวิทยาลัยเกริก และนายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ นายกสมาคมสื่อมวลชนไทย-จีน ทำหน้าที่ดำเนินรายการในการสัมมนาเรื่อง ‘ค้ากับจีนอย่างไรในวันที่โลกผันผวน’ ซึ่งจัดโดยสมาคมสื่อมวลชนไทย-จีน ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกริก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการค้า นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเกริก และประชาชนทั่วไปที่สนใจ ได้ทำความเข้าใจถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ และการเมืองของโลกปัจจุบัน ที่จะมีผลต่อการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศไทย ที่ต้องพึ่งพาการส่งออก หรือทำการค้ากับคู่ค้าสำคัญ อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน

ดร.ไพจิตร กล่าวว่ามองโลกวันนี้ระดับของความผันผวนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น การพัฒนาด้านเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และหลายๆสิ่งเพิ่งสูงขึ้น อัตราความเร็วและความรุนแรงก็สูงขึ้น ตลาดจีนนั้นใหญ่แต่ไม่หมู คนจีนยุคนี้รายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงขึ้น เศรษฐกิจจีนเติบโตต่อเนื่องแม้จะลดต่ำกว่าอดีตแต่วันนี้ยังเฉลี่ย 5% ต่อปี  ที่เข้าตลาดจีนยากเพราะจีนมีการปรับเปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนโครงสร้างตลอดเวลา  ยกระดับมาตรฐานสินค้านำเข้าตลอดเวลา จะส่งสินค้าอาหารเข้าต้องขึ้นทะเบียนกับ GACC ก่อน มีระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ ขั้นตอนวิธีการเหล่านี้คือความท้าทายของผู้ประกอบการไทย

‘จีนช่วงหลังมีการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว หลังยุคโควิดคนจีนเริ่มใส่ใจของที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ห่วงใยสุขภาพมากขึ้น เน้นความสะดวกสบายมากขึ้น เมื่อเศรษฐกิจไม่โตแรงเหมือนเมื่อก่อน ก็เริ่มใส่ใจความคุ้มค่ามากขึ้น เปลี่ยนการหาซื้อสินค้าแบรนด์รอง แทนที่จะซื้อแบรนด์TOPระดับโลก ซึ่งจีนให้คำจำกัดความของพฤติกรรมแบบนี้ว่า ‘การบริโภคขนาดเล็ก’ ซึ่งถูกจริตกับไทย โดยในปลายปีที่แล้ว จีนประกาศแคมเปญ Export to China ซึ่งจีนยกให้ไทยเป็นชาติต้นแบบของอาเซียน และเป็น 1 ใน 6 ประเทศในโลก ที่ต้องการให้ส่งสินค้าไปจีนเพิ่มมากขึ้น และนี่คือโอกาสของประเทศไทย’ ดร.ไพจิตร กล่าวและว่า

          ในมิติการค้าปัจจุบันหากมองการค้าแบบสองฝ่าย เราอาจจะมองระบบเสรีการค้าของโลกคาดเคลื่อนไป  เราอาจจะไม่เกินดุลการค้าสหรัฐฯถึง 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯก็ได้ ถ้าไม่ขาดดุลการค้ากับจีน เพราะสินค้าจีนที่เข้าไทยอาจถูกเปลี่ยนเป็นสินค้าสำเร็จรูปแล้วส่งไปสหรัฐฯ ไม่เช่นนั้นไทยจะไม่มีกำลังการผลิตมากพอที่จะส่งสินค้าไปขายสหรัฐฯ จนเกินดุลมากมายขนาดนี้ได้ การเสียด้านหนึ่งเราอาจจะไปได้อีกด้านหนึ่ง ภาคธุรกิจต้องการความรวดเร็วให้ทัน จังหวะและโอกาสในการเข้าสู่ตลาด ดังนั้นหากรัฐจะให้การสนับสนุนก็ต้องเร่งการทำงานให้เร็วเช่นกัน การนำเข้าจากจีนส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักร เครื่องมือ ชิ้นส่วน อุปกรณ์ วัตถุดิบเพื่อการผลิต ต้องมีหลักคิดอย่าหลงไปคิดลดการนำเข้าในส่วนนี้ ซึ่งน่าจะดีกว่าหรือถูกกว่านำเข้าจากชาติอื่น

ดร.ไพจิตร กล่าวอีกว่า จีนยกระดับสินค้าของตัวเองมาก เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร สินค้าเกษตรจีนที่เคยล้าหลังไทยมาก เคยมีภาพลักษณ์ว่าไม่ปลอดภัย เริ่มต้นจากติดลบ แต่วันนี้ยกระดับการผลิตสร้างแบรนด์กลายเป็นแฟรนไชส์ ประเภท กาแฟ ชา ไอศกรีม เข้ามาตีตลาดไทยและต่างประเทศ เราเองอาจจะต้องคิดและเรียนลัดแบบนี้บ้างได้ไหม เพราะไทยก็มีแฟรนไชส์ดี ๆ หลายอย่างที่คนจีนชอบมาก

ดร.พิทยุช กล่าวว่าเมื่อก่อนการค้าการลงทุน อาจจะมองเรื่องค่าแรง ว่าที่ไหนถูกก็ย้ายไปตั้งโรงงาน  แต่เดี๋ยวนี้ต้องมองเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ปัจจุบันมีการกีดกันทางการค้า ด้วยอัตราภาษี ซึ่งจีนกับสหรัฐอเมริกามีประเด็นกันอยู่ สินค้าจีนส่งไปอเมริกา ก็ทะลักมาอาเซียน ทำให้อาเซียนเกิดความผันผวนแน่นอน เกิดสงครามราคา บรรดาเอสเอ็มอีสู้ไม่ได้ ต้องคิดหาวิธีการรับมือ เช่น เอาเทคโนโลยีมาช่วย อยากให้หาวิธีเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เช่นสินค้าเกษตรทางด้านการแพทย์  ผู้ประกอบการไทยยุคอนาล็อก อาจจะตามระบบไม่ทัน จึงควรจะมีการอัพสกิลผู้ประกอบการให้รู้จักใช้AI ใช้ดาต้าต่างๆเพื่อเจาะตลาดได้อย่างชัดเจน

น.ส.ชนัญญา กล่าวว่าการค้าระหว่างประเทศจะโยงทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง นอกจากภูมิรัฐศาสตร์ หรือการเมืองแล้ว วันนี้ยังมีเรื่องMegatrend สินค้าในไอทีหรือเอไอมากขึ้น หรือประชากรโลกมีGen Y, Gen Z มากขึ้นซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ผู้ประการต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงให้ได้เพื่อความอยู่รอด การปรับตัวเพราะมีทั้งวิกฤติและโอกาสอยู่วนนั้น  ต้องอ่านสถานการณ์ให้ออก ดูปัจจุบัน มองอนาคต  จีนเพิ่งประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 ซึ่งเน้นมาตรฐานสินค้าแนว Green Development มากขึ้น เป็นเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) มากขึ้น ตลาดส่งออกไม่มีที่ไหนง่าย ทุกตลาดมีลักษณะเฉพาะของแต่ละตลาดที่ไม่เหมือนกัน ทุกที่มีโอกาสแต่ผู้จะทำการค้าต้องรู้จักหาสินค้าที่เหมาะสมกับตลาดนั้นๆ  สินค้าที่เจาะตลาดจีนได้แน่นอนคืออาหาร เครื่องดื่มต่างๆ สินค้าเกษตรประเภทผลไม้  นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์ เกมคาแรคเตอร์ เป็นต้น

          ไทยเราเป็นคู่ค้ากับจีนยุคใหม่มายาวนานกว่า 43 ปี โดยจีนวันนี้เป็นตลาดใหญ่มาก มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน จำเป็นต้องเข้าใจจีนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปด้วยกัน

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า สงครามในโลกวันนี้กระทบโลจิสติกส์ ภาคเอกชนได้รับผลกระทบแน่นอน  เพียงขอให้มีชีวิตรอดในการทำธุรกิจ เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ก็เป็นเรื่องสำคัญ ไทยถูกมองเป็นไผ่ลู่ลม เอนเอียงไปตามกระแสการเมืองจนบางครั้ง อาจจะใกล้ชิดกับอีกฝ่ายมากไปหรือเปล่า การที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ไปเยือนจีนช่วง 17-20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในงานประชุม AI โลกที่เซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน  เพื่อสร้างสมดุลทางการเมืองระหว่างประเทศ  เราเป็นประเทศเล็กต้องคบหากับทุกประเทศ ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก  แต่ที่สำคัญเรื่องหนึ่งคือเราขาดดุลการค้ากับจีนวันนี้ระดับ 2.2 ล้านล้านบาท  จะมองเป็นบวกหรือลบก็ได้  แต่จะทำอย่างไรให้ลดการขาดดุลลงโดยเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีกับจีนต่อไปต่อไป 

ในด้านภูมิศาสตร์ที่อยู่ใกล้กันไทยกับจีนทิ้งกันไม่ได้ การขยายตลาดส่งออกจีนนั้นไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไปถ้ารัฐบาลไทยเอาจริง ต้องมีทีมไทยแลนด์ มีมิสเตอร์ไชน่าระดับประเทศอย่างสมัยก่อน มีเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจนเช่นลดการขาดดุลลง 5% หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท ต้องจัดงบประมาณสนับสนุนการทำงาน ทำการตลาด หรือมีพื้นที่เป้าหมายที่จะเข้าไปบุกเบิกตลาด ไม่ใช่ปล่อยไปตามมีตามเกิดจนบางงานแสดงสินค้าบูทลาวและบูทเวียดนามใหญ่กว่าบูทไทย  การค้ากับจีนให้สำเร็จต้องรู้จักหาพันธมิตรการาค้าที่ดี  ต้องลงทุนจริงจังต่อเนื่อง ต้องศึกษาหาความรู้แบบรู้เขา-รู้เรา และรัฐบาลต้องให้การสนับสนุนมากกว่านี้

          น.ส.อนิส ไต้ กล่าวว่า ภาษจีนมีคำว่า ‘เหว่ยจี’ วิกฤติคือโอกาส ย้อนไปดูสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือ 2  มีชาติที่เจริญขึ้นมาจากสงคราม ปัจจุบันสหรัฐฯ ออกกฎหมายมาบังคับผูกพันบริษัทจีน มีเป้าหมายไม่ต้องการให้เติบโตอีกต่อไป บริษัทจีนจำนวนหนึ่งจึงกำลังเผชิญวิกฤติ แต่จีนหาทางออกด้วยการจับมือกันต้องเดินด้วยกัน  กลับมามองไทยกับจีนที่ถือเป็นครอบครัวเดียวกัน ไทยคือตัวเลือกอันดับ 1 ที่จีนเลือกลงทุนค้าขาย  นี่คือโอกาสที่เงินลงทุนจำนวนมหาศาลจะมาลงที่ไทย  เป็นโอกาสในการสร้างงาน  ถ่ายทอดเทคโนโลยี  AI

นพพร หอเนตรวิจิตร / รายงาน

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *